บริษัทมีประกันให้แล้ว จะซื้อเพิ่มให้เปลืองเงินทำไม? ประโยคนี้ฟังดูสมเหตุสมผลในวันที่เราแข็งแรงดี แต่ในวันที่เกิด วิกฤตสุขภาพ หรือต้อง ผ่าตัดใหญ่ ประกันกลุ่มใบเดิมอาจกลายเป็นแค่กระดาษแผ่นบาง ๆ ที่กันฝนได้ แต่กันพายุไม่ได้ บทความนี้จะพาคุณไปดูตารางเทียบชัด ๆ ระหว่าง ประกันกลุ่ม กับ ประกันรายบุคคล และชี้เป้าให้เห็นว่ามนุษย์ออฟฟิศมักตกลงไปคืออะไร เพื่อให้คุณวางแผนปิดความเสี่ยงได้ทันเวลาค่ะ

ประกันกลุ่มร่มที่บริษัทกางให้
มันคือสวัสดิการที่บริษัทมอบให้พนักงาน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น
- ข้อดี ฟรี (ไม่ต้องจ่ายเบี้ยเอง), มักจะคุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อน ซึ่งประกันส่วนตัวไม่รับ, และเคลม OPD ได้ง่าย ๆ
- ข้อเสีย
- วงเงินต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ส่วนใหญ่ให้ค่ารักษาต่อครั้งแค่ 20,000 – 50,000 บาท (ซึ่งไม่พอผ่าตัดใหญ่ใน รพ.เอกชน)
- เลือกไม่ได้ บริษัทจัดแผนไหนมาให้ ก็ต้องใช้แผนนั้น เพิ่มวงเงินเองไม่ได้
- ไม่จีรัง ลาออก = จบกัน หรือถ้าบริษัทเลิกจ้าง หรือเกษียณอายุ ความคุ้มครองจะหายไปทันทีในวันที่คุณแก่และป่วยง่ายที่สุด

ประกันรายบุคคลบ้านที่คุณสร้างเอง
มันคือกรมธรรม์ที่คุณเดินไปซื้อเองกับตัวแทน หรือบริษัทประกัน
- ข้อดี
- วงเงินสูงลิ่ว เลือกได้ตั้งแต่ 1 ล้าน – 100 ล้านบาท (เหมาจ่าย) เป็นโรคร้ายแรงแค่ไหนก็เอาอยู่
- เป็นอมตะ ตราบใดที่คุณส่งเบี้ยไหว กรมธรรม์จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะย้ายงานกี่ที่ หรือตกงานก็ตาม
- ลดหย่อนภาษีได้ สูงสุด 25,000 บาท
- ข้อเสีย ต้องจ่ายเงินเอง และต้องตรวจสุขภาพก่อนทำ (ถ้ามีโรคประจำตัวอาจทำไม่ได้ หรือโดนเพิ่มเบี้ย)
ตารางเปรียบเทียบ ประกันกลุ่ม และ ประกันรายบุคคล
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ประกันกลุ่ม (สวัสดิการ) | ประกันรายบุคคล (ส่วนตัว) |
| ใครเป็นเจ้าของ? | บริษัท (คุณเป็นแค่ผู้ใช้สิทธิ์) | ตัวคุณเอง (100%) |
| วงเงินค่ารักษา | จำกัด (2-5 หมื่นบาท/ครั้ง) | สูงมาก (1-10 ล้านบาท/ปี) |
| ความต่อเนื่อง | ลาออก/เกษียณ สิทธิ์หาย | อยู่ติดตัวไปตลอดชีวิต |
| การเลือกโรงพยาบาล | ตามคู่สัญญา (ส่วนใหญ่เอกชนเกรดกลาง) | เลือกได้ทุกที่ (ตามแผนที่ซื้อ) |
| ค่าเบี้ยประกัน | ฟรี (บริษัทจ่าย) | จ่ายเอง (แต่ลดหย่อนภาษีได้) |
| โรคที่เป็นมาก่อน | มักคุ้มครอง | ไม่คุ้มครอง (ในช่วงแรก) |

ทำไมมีประกันกลุ่มแล้ว ถึงยังไม่พอ?
ลองจินตนาการสถานการณ์จริงในปี 2026 ดูนะคะ
เหตุผลที่ 1 กับดักค่าผ่าตัด
คุณปวดท้องรุนแรง ต้องผ่าตัดไส้ติ่งด่วนที่โรงพยาบาลเอกชน
- ค่ารักษาจริง 150,000 บาท
- ประกันกลุ่มมี 30,000 บาท
- ผลลัพธ์ คุณต้องควักเงินเก็บจ่ายเอง 120,000 บาท (เงินเก็บหายวับไปกับตา)
เหตุผลที่ 2 กับดักเกษียณอายุ
คุณทำงานจนเกษียณอายุ 60 ปี ร่างกายเริ่มเสื่อมถอย มีโรคประจำตัวรุมเร้า
- สถานะ ประกันกลุ่มถูกตัดจบในวันเกษียณ
- จะซื้อประกันส่วนตัว บริษัทประกัน ไม่รับทำ หรือรับแต่เบี้ยแพง เพราะคุณมีโรคประจำตัวแล้ว
- ผลลัพธ์ ต้องใช้เงินบำนาญทั้งหมดมารักษาตัว แทนที่จะได้ใช้ชีวิตเกษียณสำราญ
เหตุผลที่ 3 ค่าห้องที่ไม่เคยพอ
ประกันกลุ่มมักให้ค่าห้องพักคืนละ 1,500 – 2,500 บาท แต่ค่าห้อง รพ.เอกชนมาตรฐานปัจจุบัน เริ่มต้นที่ 4,000 – 6,000 บาท/คืน ส่วนต่างตรงนี้คุณต้องจ่ายเองทุกคืนที่นอนป่วยค่ะ
กลยุทธ์ลับ ใช้คู่กัน ประหยัดเบี้ยได้ครึ่งนึง
ถ้าคุณไม่อยากจ่ายเบี้ยประกันส่วนตัวแพง ๆ ให้ใช้วิธี ซื้อประกันแบบมี Deductibleค่ะ
หลักการ บอกบริษัทประกันส่วนตัวว่า ถ้าป่วย บิล 30,000 บาทแรก ฉันจะออกเอง (โดยใช้ประกันกลุ่มจ่าย) ส่วนที่เกินจากนั้น ให้ประกันส่วนตัวจ่าย
ผลลัพธ์ การที่คุณรับภาระส่วนแรกไป จะทำให้ เบี้ยประกันส่วนตัวถูกลง 30-50% ทันที
ตัวอย่าง
- ประกันเหมาจ่าย 5 ล้านบาท (ไม่มี Deductible) -> เบี้ย 25,000 บาท
- ประกันเหมาจ่าย 5 ล้านบาท (Deductible 30,000) -> เบี้ยเหลือ 14,000 บาท
คุณได้ความคุ้มครอง 5 ล้านเท่าเดิม ในราคาประหยัดลงเกือบครึ่ง เพียงแค่ใช้ประกันกลุ่มมาเป็นกันชนด่านหน้าค่ะ ประกันกลุ่มคือโบนัสที่ดี แต่ไม่ใช่หลักประกันที่มั่นคงค่ะ วิธีที่ฉลาดที่สุดคือ ใช้สวัสดิการที่มีให้คุ้มค่า แต่ต้องสร้างป้อมปราการของตัวเองเตรียมไว้ด้วย อย่ารอให้ป่วย หรือรอให้ลาออกก่อนแล้วค่อยคิดทำ เพราะในวันนั้น เงินเท่าไหร่ก็อาจซื้อประกันไม่ได้แล้วค่ะ


