ประกัน 101

จ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่ถึงจะไม่เป็นภาระ รู้จักกฎ 10-15% ของรายได้ที่นักวางแผนการเงินแนะนำ

จ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่ถึงจะไม่เป็นภาระ? รู้จักกฎ 10-15% ของรายได้ที่นักวางแผนการเงินแนะนำ

หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดเมื่อจะทำประกัน คือ “ควรจ่ายเบี้ยเท่าไหร่?” คำตอบจากนักวางแผนการเงินมืออาชีพคือ กฎ 10-15% ของรายได้ต่อปี หมายความว่าเบี้ยประกันรวมทั้งหมด (ชีวิต สุขภาพ อุบัติเหตุ) ไม่ควรเกิน 10-15% ของรายได้ทั้งปี เพื่อให้สามารถจ่ายเบี้ยได้ตลอดระยะเวลาสัญญาโดยไม่กระทบการเงินส่วนอื่น หากรายได้ 30,000 บาท/เดือน เบี้ยประกันรวมไม่ควรเกิน 36,000-54,000 บาท/ปี หรือประมาณ 3,000-4,500 บาท/เดือน

ทำไมต้องมีกฎเกณฑ์ในการจ่ายเบี้ยประกัน

การทำประกันโดยไม่วางแผนเรื่องเบี้ยให้ดี อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคต หลายคนตื่นเต้นกับความคุ้มครองสูงๆ แต่ลืมคำนวณว่าตัวเองจ่ายไหวหรือเปล่าในระยะยาว ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ:

  • ต้องยกเลิกกรมธรรม์กลางคัน เสียทั้งเงินและความคุ้มครอง
  • กระทบเงินออมและการลงทุน เพราะต้องนำเงินส่วนอื่นมาจ่ายเบี้ย
  • เกิดหนี้สิน จากการกู้ยืมเงินมาจ่ายเบี้ย
  • ความเครียดทางการเงิน ทุกครั้งที่ถึงรอบจ่ายเบี้ย

ด้วยเหตุนี้ นักวางแผนการเงินจึงแนะนำให้ใช้ “กฎ 10-15%” เป็นเกณฑ์ในการกำหนดงบประมาณสำหรับประกัน

กฎ 10-15% คืออะไร มาจากไหน

กฎ 10-15% เป็นหลักการที่นักวางแผนการเงินมืออาชีพ (CFP – Certified Financial Planner) ใช้แนะนำลูกค้ามาอย่างยาวนาน โดยมีที่มาจากหลักการจัดสรรเงินอย่างสมดุล ตามคำแนะนำของ สมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) ระบุว่า “เบี้ยประกันที่ชำระไม่ควรเกิน 10-15% ของรายได้ทั้งปี เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงินที่สูงเกินไป” ส่วน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แนะนำว่าควรจัดสรรเงิน 10% ของรายได้ต่อเดือน สำหรับทำประกัน โดยหากรักษาสัดส่วนนี้ไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ความคุ้มครองก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

  • 10% = สำหรับคนที่ต้องการเน้นออมและลงทุนมากขึ้น
  • 15% = สำหรับคนที่ต้องการความคุ้มครองครอบคลุมกว่า
  • เกิน 15% = อาจเป็นภาระและกระทบการเงินด้านอื่น

มาดูตัวอย่างการคำนวณเบี้ยประกันที่เหมาะสมตามระดับรายได้

รายได้/เดือนรายได้/ปีเบี้ย 10%/ปีเบี้ย 15%/ปีเบี้ย/เดือน (10-15%)
15,000 บาท180,000 บาท18,000 บาท27,000 บาท1,500-2,250 บาท
25,000 บาท300,000 บาท30,000 บาท45,000 บาท2,500-3,750 บาท
35,000 บาท420,000 บาท42,000 บาท63,000 บาท3,500-5,250 บาท
50,000 บาท600,000 บาท60,000 บาท90,000 บาท5,000-7,500 บาท
80,000 บาท960,000 บาท96,000 บาท144,000 บาท8,000-12,000 บาท

ตัวอย่างการจัดสรร: หากมีรายได้ 35,000 บาท/เดือน และต้องการใช้งบ 12% ของรายได้สำหรับประกัน (ประมาณ 50,400 บาท/ปี หรือ 4,200 บาท/เดือน) อาจแบ่งเป็น

  • ประกันสุขภาพ: 2,500 บาท/เดือน
  • ประกันอุบัติเหตุ: 500 บาท/เดือน
  • ประกันชีวิต: 1,200 บาท/เดือน

การจัดสรรเบี้ยประกันควรพิจารณาลักษณะรายได้ด้วย เพราะ ความมั่นคงของรายได้ ส่งผลต่อความสามารถในการจ่ายเบี้ย

  • ใช้กฎ 10-15% ได้เต็มที่
  • สามารถเลือกจ่ายเบี้ยรายเดือนหรือรายปีได้
  • พิจารณาทำประกันที่ลดหย่อนภาษีได้
  • ใช้ รายได้เฉลี่ยต่ำสุด ในการคำนวณ (ไม่ใช่รายได้สูงสุด)
  • ควรเผื่องบไว้ที่ 8-10% แทน 15%
  • เลือกประกันที่มีความยืดหยุ่นในการจ่ายเบี้ย
  • สำรองเงินสำหรับจ่ายเบี้ยล่วงหน้า 6-12 เดือน
ทำไมไม่ควรจ่ายเบี้ยเกิน 15%

หลายคนอาจคิดว่า “จ่ายเยอะ = คุ้มครองเยอะ = ดี” แต่ในความเป็นจริง การจ่ายเบี้ยประกันมากเกินไปอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี

ตามหลักการวางแผนการเงิน ควรแบ่งสัดส่วนรายได้ดังนี้:

  • ค่าใช้จ่ายจำเป็น: 50-60%
  • ออมและลงทุน: 15-20%
  • ประกัน: 10-15%
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว/บันเทิง: 10-15%

หากจ่ายเบี้ยประกันเกิน 15% จะไปเบียดเบียนส่วนออมและลงทุน ซึ่งสำคัญต่อการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว

ประกันส่วนใหญ่ต้องจ่ายเบี้ยหลายปี (5-20 ปี หรือตลอดชีพ) หากเบี้ยสูงเกินไป เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน รายได้ลด ก็อาจทำให้ต้องยกเลิกกรมธรรม์ ซึ่งจะเสียทั้ง:

  • เงินที่จ่ายไปแล้ว
  • ความคุ้มครอง
  • โอกาสในการทำประกันใหม่ (หากสุขภาพเปลี่ยนไป)

การมีประกันครบถ้วนแต่ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน ก็ยังเสี่ยงอยู่ดี เพราะประกันไม่ได้คุ้มครองทุกสถานการณ์ เช่น ตกงาน ค่าซ่อมรถ ค่าเครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย

กฎ 10-15% ไม่ได้หมายความว่าต้องจ่ายเท่ากันทุกปี สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ชีวิต:

  • รายได้ยังไม่สูง แต่สุขภาพดี เบี้ยถูก
  • เริ่มต้นที่ 8-10% ก็เพียงพอ
  • เน้นประกันอุบัติเหตุและสุขภาพพื้นฐาน
  • มีภาระรับผิดชอบมากขึ้น (คู่สมรส ลูก หนี้บ้าน)
  • อาจเพิ่มเป็น 12-15% เพื่อความคุ้มครองที่ครอบคลุม
  • เน้นประกันชีวิตและประกันโรคร้ายแรง
  • ลูกโตแล้ว หนี้สินลดลง
  • สามารถลดทุนประกันชีวิตลงได้
  • เน้นประกันสุขภาพระยะยาว
  • ปรับสัดส่วนเป็น 10-12% แล้วเพิ่มเงินออมเกษียณ
เมื่อรายได้เพิ่ม ควรเพิ่มเบี้ยประกันตามไหม

คำตอบคือ ควรเพิ่มความคุ้มครอง แต่รักษาสัดส่วนเท่าเดิม

ตามตัวอย่างจาก SET หากเริ่มต้นทำงานด้วยเงินเดือน 15,000 บาท และแบ่ง 10% (1,500 บาท/เดือน) สำหรับประกัน เมื่อเงินเดือนเพิ่มเป็น 50,000 บาท หากยังรักษาสัดส่วน 10% ไว้ ก็จะมีงบประกัน 5,000 บาท/เดือน ซึ่งสามารถเพิ่มความคุ้มครองได้มากขึ้น โดยไม่กระทบสมดุลการเงินโดยรวม

  • รายได้เพิ่ม → งบประกันเพิ่ม (แต่สัดส่วนคงเดิม)
  • เพิ่มความคุ้มครอง → ไม่เพิ่มภาระ
  • เงินที่เหลือ → ยังนำไปออมและลงทุนได้

การทำประกันไม่ใช่การแข่งขันว่าใครจ่ายเบี้ยมากกว่ากัน แต่คือ การวางแผนอย่างสมดุล ระหว่างความคุ้มครองที่ต้องการ และความสามารถในการจ่ายเบี้ยระยะยาว

  • ใช้ กฎ 10-15% เป็นเกณฑ์ตั้งต้น
  • คำนวณจากรายได้จริง ไม่ใช่รายได้ที่คาดหวัง
  • พิจารณาภาระอื่นๆ ร่วมด้วย (หนี้สิน ค่าใช้จ่ายครอบครัว)
  • ปรับเปลี่ยนได้ ตามสถานการณ์ชีวิต
  • รักษาสมดุล ระหว่างประกัน ออม และลงทุน

ประกันที่ดีที่สุดคือประกันที่คุณสามารถจ่ายเบี้ยได้ ครบตลอดสัญญา โดยไม่เป็นภาระ ไม่ใช่ประกันที่ให้ความคุ้มครองสูงสุดแต่ต้องยกเลิกกลางทาง

Scroll to Top