ประกัน 101

7 สาเหตุ ที่ทำให้เคลมไม่ได้ และวิธีเช็กกรมธรรม์ก่อนเกิดเหตุ ทำไมประกันไม่จ่าย

7 สาเหตุที่ทำให้เคลมไม่ได้ และวิธีเช็กกรมธรรม์ก่อนเกิดเหตุ ทำไมประกันไม่จ่าย? 

“ทำประกันแล้วแต่เคลมไม่ได้” เป็นปัญหาที่พบบ่อยและสร้างความเจ็บปวดให้ผู้เอาประกันมากที่สุด สาเหตุหลักมักเกิดจาก การปกปิดประวัติสุขภาพ ระยะเวลารอคอย ข้อยกเว้นในกรมธรรม์ กรมธรรม์ขาดอายุ และ การแจ้งเคลมล่าช้า บทความนี้รวบรวม 7 สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้ประกันปฏิเสธจ่าย พร้อม วิธีเช็กกรมธรรม์ก่อนเกิดเหตุ และ แนวทางแก้ไข เมื่อถูกปฏิเสธเคลม เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์ที่ควรได้อย่างเต็มที่

ปัญหา เคลมไม่ได้ ใหญ่แค่ไหน

ทุกปีมีผู้เอาประกันจำนวนมากที่ร้องเรียนไปยัง สำนักงาน คปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) เกี่ยวกับการถูกปฏิเสธเคลม หลายกรณีกลายเป็นข่าวดังในโซเชียลมีเดีย สร้างความไม่เชื่อมั่นต่อระบบประกันภัย

แต่ความจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกกรณีที่บริษัทประกันผิด บ่อยครั้งสาเหตุมาจากความไม่เข้าใจเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือการกระทำของผู้เอาประกันเอง การรู้เท่าทันสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้คุณป้องกันปัญหาก่อนเกิดเหตุ

7 สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้เคลมประกันไม่ได้

สาเหตุอันดับ 1 ที่พบบ่อยที่สุด คือการปกปิดประวัติสุขภาพตอนสมัครทำประกัน ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

  • ไม่แจ้งว่าเคยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไทรอยด์
  • ปกปิดประวัติการรักษาโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ
  • ไม่แจ้งว่ากำลังรับประทานยาประจำ
  • ไม่เปิดเผยว่าเคยถูกบริษัทประกันอื่นปฏิเสธ

ผลที่ตามมา: บริษัทประกันมีสิทธิ์ บอกล้างสัญญา (ยกเลิกกรมธรรม์) และ ปฏิเสธจ่ายสินไหม ทั้งหมด แม้โรคที่เคลมจะไม่เกี่ยวกับโรคที่ปกปิดก็ตาม

วิธีป้องกัน: แถลงข้อมูลสุขภาพตามความเป็นจริงทุกข้อ หากไม่แน่ใจให้เปิดเผยไว้ก่อน เพราะถ้าบริษัทรับทำประกันแล้ว อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าจะได้รับความคุ้มครอง

ประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรงมี ระยะเวลารอคอย ก่อนที่ความคุ้มครองจะเริ่มต้น หากเจ็บป่วยในช่วงนี้ จะไม่ได้รับความคุ้มครอง

  • 30 วัน สำหรับโรคทั่วไป
  • 120 วัน สำหรับโรคบางประเภท เช่น ไส้เลื่อน ริดสีดวงทวาร ต้อกระจก นิ่ว เนื้องอก
  • 180 วัน สำหรับโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ ไทรอยด์

ตัวอย่าง: ทำประกันสุขภาพวันที่ 1 มกราคม แล้วเข้ารักษาเรื่องไทรอยด์วันที่ 1 พฤษภาคม (120 วัน) จะยังไม่ได้รับความคุ้มครอง เพราะโรคนี้มีระยะรอคอย 180 วัน

วิธีป้องกัน: ทำประกันในวันที่สุขภาพดี และเข้าใจระยะเวลารอคอยของแต่ละโรค

ทุกกรมธรรม์มี “ข้อยกเว้น” ที่ระบุว่าไม่คุ้มครองกรณีใดบ้าง โดยทั่วไปมีประมาณ 21 ข้อ

  • การรักษาเพื่อความสวยงาม เช่น ศัลยกรรม เลเซอร์หน้า ลดน้ำหนัก
  • การตั้งครรภ์ คลอดบุตร และภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์
  • โรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล
  • การบาดเจ็บจากการดื่มสุรา หรือใช้สารเสพติด
  • การทำร้ายตัวเอง หรือพยายามฆ่าตัวตาย
  • สงคราม จลาจล หรือเหตุการณ์ความไม่สงบ
  • การรักษาที่อยู่ระหว่างการทดลอง หรือยังไม่ได้รับการรับรอง

หากไม่จ่ายเบี้ยประกันตามกำหนด กรมธรรม์จะ “ขาดอายุ” และสิ้นสุดความคุ้มครองทันที

  • ลืมจ่ายเบี้ยประกัน
  • บัตรเครดิตหมดอายุ (กรณีหักบัตรอัตโนมัติ)
  • เงินในบัญชีไม่พอ (กรณีหักบัญชีอัตโนมัติ)
  • ไม่ได้รับใบแจ้งเตือน เพราะเปลี่ยนที่อยู่แต่ไม่แจ้งบริษัท

ผลที่ตามมา: หากเกิดเหตุในช่วงที่กรมธรรม์ขาดอายุ จะไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆ แม้จะจ่ายเบี้ยมาหลายปีก็ตาม

วิธีป้องกัน: ตั้งการแจ้งเตือนในปฏิทิน หรือสมัครหักบัตรเครดิต/บัญชีธนาคารอัตโนมัติ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าการชำระเบี้ยสำเร็จทุกครั้ง

แม้จะแถลงข้อมูลครบถ้วน แต่หากแพทย์วินิจฉัยว่าโรคที่เคลม “เป็นมาก่อนทำประกัน” บริษัทก็มีสิทธิ์ปฏิเสธได้

  • นิ่วในไตขนาดใหญ่ที่แพทย์ระบุว่าต้องใช้เวลาหลายปีในการก่อตัว
  • โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นมาแต่กำเนิด
  • เนื้องอกขนาดใหญ่ที่ไม่น่าจะโตได้ในเวลาสั้นๆ

หมายเหตุสำคัญ: เงื่อนไข “ปกปิดประวัติแล้วพ้น 2 ปี ถือว่าสัญญาสมบูรณ์” ใช้ได้เฉพาะ สัญญาหลักประกันชีวิต เท่านั้น ไม่ใช้กับประกันสุขภาพ ซึ่งจะไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อนทำประกันตลอดไป

การแจ้งเคลมช้าเกินไป หรือเอกสารไม่ครบถ้วน อาจทำให้บริษัทประกันปฏิเสธได้

  • ประกันรถยนต์: ต้องแจ้งภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ
  • ประกันสุขภาพ: ตามที่ระบุในกรมธรรม์ (โดยทั่วไป 30-90 วัน)
  • ประกันชีวิต: ต้องแจ้งภายใน 14 วันหลังเสียชีวิต
  • ใบเสร็จรับเงินต้นฉบับ
  • ใบรับรองแพทย์ที่ระบุการวินิจฉัยชัดเจน
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • รายละเอียดการรักษาจากโรงพยาบาล

วิธีป้องกัน: แจ้งเคลมทันทีเมื่อเกิดเหตุ และเก็บเอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการรักษาไว้

การนำประกันไปใช้ในกรณีที่ไม่ตรงกับความคุ้มครอง หรือผิดเงื่อนไขที่ระบุ

  • ประกันชั้น 2+ แต่เคลมกรณีไม่มีคู่กรณี (ไม่คุ้มครอง)
  • ขับรถโดยไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่ผิดประเภท
  • เมาแล้วขับ (แอลกอฮอล์เกิน 50 มก./ดล.)
  • นำรถไปติดแก๊ส/เปลี่ยนเครื่องยนต์โดยไม่แจ้งบริษัท
  • นำรถส่วนตัวไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่น รับส่งผู้โดยสาร
  • เคลม OPD แต่กรมธรรม์ไม่มีความคุ้มครอง OPD
  • ค่ารักษาเกินวงเงินที่กำหนดต่อครั้ง/ต่อปี
  • รักษาในโรงพยาบาลที่ไม่อยู่ในเครือข่าย (บางกรมธรรม์)

การตรวจสอบกรมธรรม์อย่างละเอียด ก่อนเกิดเหตุ จะช่วยป้องกันปัญหาเคลมไม่ได้ในภายหลัง

1. ข้อมูลส่วนตัว – ชื่อ นามสกุล วันเกิด ถูกต้องหรือไม่
2. วงเงินความคุ้มครอง – ตรงกับที่ตกลงไว้หรือไม่
3. ระยะเวลารอคอย – แต่ละโรครอนานเท่าไหร่
4. ข้อยกเว้น – มีข้อยกเว้นพิเศษเฉพาะตัวหรือไม่ (เช่น ไม่คุ้มครองโรคที่เคยเป็น)
5. วันเริ่มต้นและสิ้นสุดความคุ้มครอง – ครอบคลุมช่วงเวลาที่ต้องการหรือไม่
6. กำหนดชำระเบี้ย – ต้องจ่ายเมื่อไหร่ ช่องทางไหน

  • สถานะกรมธรรม์: ยังมีผลบังคับอยู่หรือไม่
  • การชำระเบี้ย: ชำระครบถ้วนหรือยัง
  • ข้อมูลติดต่อ: ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล ยังเป็นปัจจุบันหรือไม่
  • ผู้รับผลประโยชน์: ยังเป็นคนที่ต้องการหรือไม่
ถูกปฏิเสธเคลม ทำอย่างไร

หากถูกบริษัทประกันปฏิเสธการจ่ายสินไหม ยังมีทางออก

1. ขอเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร – ให้บริษัทระบุชัดเจนว่าปฏิเสธเพราะอะไร อ้างข้อใดในกรมธรรม์

2. ตรวจสอบกรมธรรม์ซ้ำ – เปรียบเทียบเหตุผลที่บริษัทให้กับเงื่อนไขในกรมธรรม์

3. ยื่นอุทธรณ์ต่อบริษัท – หากเห็นว่าบริษัทตีความผิด ให้ยื่นอุทธรณ์พร้อมหลักฐานเพิ่มเติม

4. ร้องเรียนต่อ คปภ. – หากไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่:

  • สายด่วน คปภ.: 1186
  • เว็บไซต์: www.oic.or.th
  • สำนักงาน คปภ. ทุกจังหวัด
  • บริษัทประกันต้องจ่ายสินไหมภายใน 15 วัน หลังได้รับเอกสารครบ
  • หากบริษัทประวิงเวลาเกิน 90 วัน สามารถร้องเรียน คปภ. ได้ทันที

การถูกปฏิเสธเคลมประกันส่วนใหญ่ สามารถป้องกันได้ หากรู้เท่าทันตั้งแต่ก่อนทำประกัน

  • แถลงข้อมูลตามความเป็นจริง อย่าปกปิดประวัติสุขภาพ
  • อ่านกรมธรรม์ให้ละเอียด โดยเฉพาะข้อยกเว้นและระยะเวลารอคอย
  • จ่ายเบี้ยให้ตรงเวลา และตรวจสอบสถานะกรมธรรม์สม่ำเสมอ
  • แจ้งเคลมทันที เมื่อเกิดเหตุ พร้อมเก็บเอกสารให้ครบ
  • สอบถามตัวแทน หากมีข้อสงสัยใดๆ

ประกันที่ดีคือประกันที่คุณ เข้าใจ ทุกเงื่อนไข ไม่ใช่แค่ประกันที่เบี้ยถูกหรือคุ้มครองสูง เพราะวันที่ต้องใช้จริง ความเข้าใจ ต่างหากที่จะทำให้คุณได้รับสิทธิ์อย่างเต็มที่

หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป เงื่อนไขและข้อยกเว้นอาจแตกต่างกันในแต่ละบริษัทและแต่ละกรมธรรม์ ควรอ่านรายละเอียดในกรมธรรม์ของตนเองให้ครบถ้วน หรือสอบถามตัวแทนประกันโดยตรง

Scroll to Top