เวลาตัวแทนนำเสนอแผนประกันสุขภาพ เรามักจะเห็นออปชันเสริมที่เรียกว่า OPD (ผู้ป่วยนอก) พ่วงมาด้วยเสมอ ซึ่งทำให้เบี้ยประกันรวมพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จนเกิดคำถามยอดฮิตว่า ตัด OPD ออกดีไหม? ซื้อแล้วจะคุ้มหรือเปล่า? ในมุมมองของการวางแผนการเงินปี 2569 ประกัน OPD ไม่ใช่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน แต่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ที่ต้องคิดคำนวณให้ดีก่อนซื้อ บทความนี้มี สูตรคำนวณ ง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คุณฟันธงได้ทันทีว่า สำหรับคุณแล้ว OPD คุ้มหรือไม่คุ้มค่ะ

เข้าใจธรรมชาติของเบี้ย OPD
ก่อนจะไปคำนวณ ต้องเข้าใจความจริงข้อนี้ก่อนค่ะ เบี้ยประกัน OPD แพง เพราะโอกาสเคลมสูง
บริษัทประกันรู้ดีว่าคนเราเป็นหวัด ปวดหัว ปวดท้อง ได้บ่อย ๆ โอกาสที่บริษัทจะต้องจ่ายเงินคืนให้คุณจึงมีสูงมาก ดังนั้น เบี้ยประกัน OPD จึงถูกตั้งราคาไว้เหมือนการเก็บเงินล่วงหน้าบวกค่าบริหารจัดการ
ตัวอย่าง ซื้อวงเงิน OPD 1,500 บาท/ครั้ง (30 ครั้ง/ปี) = วงเงินสูงสุด 45,000 บาท
เบี้ยประกัน อาจสูงถึง 10,000 – 15,000 บาท ต่อปี
ความจริง คุณต้องป่วยถึง 10 ครั้ง/ปี ถึงจะ คืนทุน ค่าเบี้ยที่จ่ายไป

สูตรคำนวณความคุ้มค่า
ลองหยิบเครื่องคิดเลข แล้วคำนวณตามสูตรนี้ดูนะคะ
1. ประเมินพฤติกรรมการป่วยของคุณ
ลองย้อนดูประวัติ 2-3 ปีที่ผ่านมา ว่าคุณไปหาหมอแบบไม่นอนโรงพยาบาล (OPD) บ่อยแค่ไหน?
A จำนวนครั้งที่ป่วยต่อปี (เช่น 3 ครั้ง)
B ค่ารักษาเฉลี่ยต่อครั้ง (เช่น 1,500 บาท สำหรับ รพ.เอกชนระดับกลาง)
2. คำนวณค่าใช้จ่ายจริง vs เบี้ยประกัน
ค่าใช้จ่ายจริง (A x B): 3 ครั้ง x 1,500 บาท = 4,500 บาท
เบี้ยประกัน OPD ที่ต้องจ่าย: สมมติ 12,000 บาท
3. ผลลัพธ์
กรณีนี้ จ่ายเบี้ย 12,000 แต่ใช้จริงแค่ 4,500 = ขาดทุน 7,500 บาท
คำแนะนำ ไม่ควรซื้อ ให้เก็บเงิน 12,000 บาทนั้นไว้ในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง เมื่อป่วยก็ถอนมาจ่าย เหลือเงินทอนเก็บไว้ใช้ปีหน้าได้อีก

เมื่อไหร่ที่ OPD ถึงจะคุ้ม?
แม้ดูเหมือนจะไม่คุ้ม แต่ก็มีบางสถานการณ์ที่การซื้อ OPD เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ
- เด็กเล็ก (0-5 ขวบ) เด็กป่วยบ่อยมาก ทั้งไข้หวัด RSV มือเท้าปาก การมี OPD ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้เยอะ และช่วยให้ตัดสินใจพาลูกไปหาหมอได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน
- ผู้บริหาร / บริษัทจ่ายให้ หากบริษัทมีงบให้ซื้อประกันสุขภาพ หรือคุณต้องการนำเบี้ยไปลดหย่อนภาษี การซื้อ OPD ติดไว้ก็ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย
- คนที่มีโรคประจำตัว (ที่ประกันรับ) เช่น เป็นไมเกรนบ่อย ภูมิแพ้กำเริบบ่อย ต้องไปรับยาและพ่นยาเกือบทุกเดือน แบบนี้คุ้มแน่นอน
- ต้องการความสะดวก ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับความรู้สึก ไม่ต้องพกกระเป๋าตังค์ ยื่นบัตรใบเดียวจบ ไม่ต้องลุ้นหน้างานว่าบิลจะเท่าไหร่
ทางเลือกอื่น การซื้อ OPD (Smart Alternatives)
ถ้าคำนวณแล้วไม่คุ้ม ลองใช้วิธีเหล่านี้แทนในปี 2569 ค่ะ
- Self-Insurance (ประกันตนเอง)
- เปิดบัญชีแยกต่างหาก ชื่อ กองทุนสุขภาพ
- โอนเงินเท่ากับค่าเบี้ย OPD (เช่น 1,000 บาท/เดือน) เข้าไปเก็บไว้
- ถ้าป่วย ก็ดึงเงินนี้มาจ่าย ถ้าไม่ป่วย เงินนี้ก็กลายเป็นเงินออมของคุณ ไม่หายไปไหนเหมือนเบี้ยประกัน
- ใช้ประกันอุบัติเหตุ (PA) แทน
- ถ้าส่วนใหญ่คุณไปหาหมอเพราะ เจ็บตัว (มีดบาด, หกล้ม, หมากับ) ให้ใช้ PA จ่ายแทนได้เลย เบี้ยถูกกว่า OPD 10 เท่า
- ใช้ Telemedicine (หาหมอออนไลน์)
- เดี๋ยวนี้มีแอปฯ หาหมอออนไลน์พร้อมส่งยาถึงบ้าน ราคาถูกกว่าไปโรงพยาบาลเอกชนครึ่งต่อครึ่ง เหมาะกับโรคทั่วไป เช่น ท้องเสีย ผื่นแพ้
ในการวางแผนประกันสุขภาพ ขอให้ยึดหลักการนี้ค่ะ ป้องกันความเสี่ยงที่จ่ายไม่ไหว ก่อนความเสี่ยงที่จ่ายไหว
IPD (นอน รพ.) เป็นความเสี่ยงที่จ่ายไม่ไหว (หลักแสน-ล้าน) ต้องมี (Must Have)
OPD (หาหมอรับยา) เป็นความเสี่ยงที่พอจ่ายไหว (หลักพัน) มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ (Nice to Have)
ลองขอใบเสนอราคาแบบ มี OPD และ ไม่มี OPD มาเทียบกันดูค่ะ ถ้าราคาต่างกันเกิน 10,000 บาท ให้ถามตัวเองว่า ปีหน้าฉันจะป่วยถึง 7-8 ครั้งไหม? ถ้าคำตอบคือไม่ ให้ตัด OPD ออก แล้วนำเงินส่วนต่างไปอัปเกรดวงเงินเหมาจ่าย IPD ให้สูงขึ้นจะคุ้มค่ากว่ามากค่ะ
แหล่งอ้างอิง
- อัตราค่าบริการทางการแพทย์ รพ.เอกชน
- หลักการวางแผนการเงินส่วนบุคคล


