มีโรคประจำตัว ทำประกันได้ไหม? หลายคนรู้ตัวเมื่อสาย คือตอนที่สุขภาพเริ่มมีปัญหาแล้วถึงอยากทำประกัน พอไปปรึกษาตัวแทนก็มักได้คำตอบแบ่งรับแบ่งสู้ บทความนี้จะ ตอบแบบตรงไปตรงมา ไม่ขายฝัน เพื่อให้คุณประเมินสถานการณ์ตัวเองได้ถูกว่า โรคที่คุณเป็นอยู่ มีโอกาสผ่าน หรือ ร่วง และถ้าจะยื่นสมัคร ต้องเตรียมตัวอย่างไรให้มีโอกาสอนุมัติมากที่สุดค่ะ

เข้าใจก่อน บริษัทประกันมองโรคประจำตัวอย่างไร?
บริษัทประกันไม่ใช่และองค์กรการกุศล แต่เป็นธุรกิจบริหารความเสี่ยงค่ะ หากคุณมีโรคประจำตัว แปลว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะป่วยและเคลมประกันมากกว่าคนทั่วไป บริษัทจึงต้องมีมาตรการเพื่อความยุติธรรมกับลูกค้าคนอื่นที่สุขภาพดี
โรคประจำตัวในที่นี้รวมถึง โรคเรื้อรัง (ความดัน, เบาหวาน), ประวัติการผ่าตัด, เนื้องอก, ซีสต์ หรืออาการที่แพทย์เคยลงความเห็นไว้ในเวชระเบียน

4 ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ เมื่อคนมีโรคยื่นขอทำประกัน
เมื่อคุณแถลงประวัติสุขภาพไปแล้ว ฝ่ายพิจารณารับประกัน จะตอบกลับมาใน 4 รูปแบบนี้เท่านั้นค่ะ
1. รับประกันปกติ
โอกาส น้อย (สำหรับโรคเรื้อรัง) / มาก (สำหรับโรคทั่วไปที่หายขาดแล้ว)
ถ้าคุณเคยเป็นไข้หวัดใหญ่ ผ่าตัดไส้ติ่ง หรือกระดูกหักเมื่อ 5 ปีก่อน แล้วรักษาหายขาด ร่างกายแข็งแรงดี บริษัทมักจะรับประกันเงื่อนไขปกติ เบี้ยเท่าคนทั่วไปค่ะ
2. รับประกันแต่เพิ่มเบี้ย
โอกาส ปานกลาง
บริษัทมองว่ารับความเสี่ยงไหว แต่ขอเก็บเงินเพิ่มเพื่อสำรองไว้จ่ายค่ารักษาคุณในอนาคต
ตัวอย่าง คนที่มีน้ำหนักเกิน (BMI สูง), ไขมันในเลือดสูงเล็กน้อย
ผลลัพธ์ เบี้ยอาจแพงขึ้น 10-50% แต่ได้รับความคุ้มครองครบทุกโรค (คุ้มค่านะคะ เพราะเคลมได้หมด)
3. รับประกันแต่ยกเว้นโรคนั้น
โอกาส สูงที่สุด (เจอแบบนี้เยอะสุด)
บริษัทรับทำประกัน ให้ความคุ้มครองโรคอื่น ๆ ตามปกติ (เช่น เป็นไข้, อุบัติเหตุ, มะเร็ง) แต่ไม่คุ้มครองโรคที่คุณเป็นอยู่ และภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่าง
มีประวัติ ซีสต์ที่เต้านม รับประกัน แต่ไม่คุ้มครองการรักษาเต้านม และมะเร็งเต้านม
มีประวัติ หมอนรองกระดูกทับเส้น รับประกัน แต่ไม่คุ้มครองการรักษากระดูกสันหลังและระบบประสาทที่เกี่ยวข้อง
มีประวัติ ไทรอยด์เป็นพิษ รับประกัน แต่ไม่คุ้มครองไทรอยด์
ผลลัพธ์ จ่ายเบี้ยเท่าคนปกติ แต่มีความคุ้มครองไม่เต็มร้อย (ดีกว่าไม่มีเลยค่ะ)
4. ปฏิเสธการรับประกัน
โอกาส สำหรับโรคร้ายแรง หรือโรคที่คุมอาการไม่ได้
หากความเสี่ยงสูงเกินไป บริษัทจะส่งจดหมายขออภัยและคืนเงินเบี้ยประกันที่จ่ายไปทั้งหมด
ตัวอย่าง เป็นมะเร็งที่ยังรักษาไม่หายขาด, โรคหัวใจ, โรคไตวาย, หรือเบาหวานที่คุมระดับน้ำตาลไม่ได้เลย
ตัวอย่างโรคยอดฮิต vs แนวโน้มการพิจารณา
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูโรคที่คนไทยเป็นบ่อย ๆ นะคะ (เป็นเพียงแนวโน้มเบื้องต้น ผลจริงขึ้นอยู่กับประวัติการรักษาของแต่ละคน)
| โรคประจำตัว | แนวโน้มผลการพิจารณา |
| ความดันโลหิตสูง | เพิ่มเบี้ย (ถ้าคุมได้) / ปฏิเสธ (ถ้าคุมไม่ได้/มีโรคแทรกซ้อน) |
| ไขมันในเลือดสูง | ปกติ หรือ เพิ่มเบี้ย (ขึ้นอยู่กับระดับไขมัน) |
| เบาหวาน | ปฏิเสธ (ส่วนใหญ่) / รับเฉพาะแบบประกันพิเศษสำหรับเบาหวาน |
| ไทรอยด์ | รับแบบมีข้อยกเว้น (ไม่คุ้มครองไทรอยด์) |
| เนื้องอก / ซีสต์ / นิ่ว | รับแบบมีข้อยกเว้น (ไม่คุ้มครองอวัยวะนั้น หรือโรคนั้น) |
| ซึมเศร้า / ไบโพลาร์ | ปฏิเสธ (ส่วนใหญ่) / พิจารณาเป็นรายกรณีหากหายขาดเกิน 5 ปี |
| ภูมิแพ้ / หอบหืด | ปกติ หรือ เพิ่มเบี้ย (ขึ้นอยู่กับความถี่ในการกำเริบ) |

คำเตือน อย่าปกปิดประวัติสุขภาพ
มีคนจำนวนมากแนะนำกันผิด ๆ ว่า ไม่ต้องบอกหรอก เดี๋ยวบริษัทก็ไม่รู้ หรือ รอให้พ้น 2 ปี บริษัทก็ยกเลิกสัญญาไม่ได้แล้ว
ความจริงคือ
- บริษัทเช็กได้ เมื่อคุณป่วยหนักและต้องเคลมยอดสูง ๆ บริษัทจะขอตรวจสอบประวัติย้อนหลังกับโรงพยาบาลทุกแห่งที่คุณเคยรักษา
- บอกเลิกสัญญาได้ หากบริษัทตรวจเจอว่าคุณเป็นโรคมาก่อนทำประกันและปกปิดไว้ บริษัทมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาและไม่จ่ายค่าเคลมใด ๆ ทั้งสิ้น (ทำได้เพียงคืนเบี้ยประกันที่จ่ายมา)
- เสียเวลาเปล่า คุณจ่ายเบี้ยมาตั้งหลายปีเพื่อหวังความคุ้มครอง แต่พอถึงเวลาวิกฤตกลับใช้ไม่ได้ เท่ากับเอาเงินไปฝากไว้เฉย ๆ โดยไม่มีดอกเบี้ยค่ะ
ถ้ามีโรค แต่อยากทำประกัน ต้องทำอย่างไร?
- รวบรวมประวัติการรักษา ไปขอประวัติการรักษา หรือใบรับรองแพทย์ล่าสุดจากโรงพยาบาลที่รักษาประจำ เพื่อแนบไปพร้อมใบสมัคร (ยิ่งข้อมูลละเอียด บริษัทยิ่งตัดสินใจง่าย)
- แถลงตามจริง 100% ในใบคำขอเอาประกัน ช่องสุขภาพ ให้ติ๊ก มีและระบุรายละเอียด อย่ากั๊ก
- ยื่นหลายที่ แต่ละบริษัทมีเกณฑ์รับความเสี่ยงไม่เท่ากัน บางที่อาจปฏิเสธ แต่บางที่อาจรับแบบเพิ่มเบี้ย ลองยื่นข้อเสนอดูหลาย ๆ เจ้าค่ะ
- มองหาประกันกลุ่มเฉพาะโรค ปัจจุบันมีประกันสำหรับคนเป็นเบาหวาน หรือประกันมะเร็งสำหรับคนเป็นเนื้องอก ออกมาขายบ้างแล้ว ลองศึกษาดูค่ะ
การมีโรคประจำตัวไม่ได้หมายความว่าประตูสู่การทำประกันจะปิดตายเสมอไปค่ะคำแนะนำที่ดีที่สุดคือ ให้ยื่นใบสมัครและแถลงประวัติไปตามจริง แล้วรอฟังผลพิจารณาจากบริษัท
- ถ้าบริษัท รับแบบเพิ่มเบี้ย แนะนำให้ทำ เพราะถือว่าคุณซื้อความคุ้มครองได้ครอบคลุม
- ถ้าบริษัท รับแบบยกเว้นโรคเดิม แนะนำให้ทำ เพื่อป้องกันโรคใหม่อื่น ๆ ที่อาจตามมา (เช่น เป็นซีสต์ แต่อนาคตอาจเป็นไข้เลือดออก หรือไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งยังเบิกได้)
- ถ้าบริษัท ปฏิเสธ เก็บเงินก้อนนั้นไว้ดูแลตัวเอง หรือมองหาประกันอุบัติเหตุและประกันชีวิตแบบไม่ต้องตรวจสุขภาพแทนค่ะ
แหล่งอ้างอิง
- หลักเกณฑ์การพิจารณารับประกันภัย (Underwriting Guidelines) สมาคมประกันชีวิตไทย


