โดนหักเงินสมทบประกันสังคมทุกเดือนอยู่แล้ว ยังจำเป็นต้องซื้อประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มอีกไหม? หลายคนมองว่าเป็นการจ่ายซ้ำซ้อน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกันค่ะ ประกันสังคม คือ ความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ในขณะที่ ประกันเอกชน คือ เกราะป้องกันพิเศษ ที่คุณเลือกออปชันเองได้ บทความนี้จะเปรียบเทียบให้เห็นชัด ๆ ว่าเงินที่คุณจ่ายเพิ่มไปนั้น แลกกลับมาด้วยความคุ้มค่าแบบไหนค่ะ

ที่มาและค่าใช้จ่าย
จุดเริ่มต้นของเงินที่เราจ่ายไป มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
ประกันสังคม (Social Security)
- ลักษณะ เป็นสวัสดิการภาคบังคับตามกฎหมาย (สำหรับพนักงานบริษัท ม.33)
- ค่าใช้จ่าย หัก 5% ของเงินเดือน (สูงสุดไม่เกิน 750 บาท/เดือน หรือ 9,000 บาท/ปี)
- ความรู้สึก เหมือนการจ่ายภาษีทางอ้อมเพื่อแลกสวัสดิการ
ประกันเอกชน (Private Insurance)
- ลักษณะ เป็นสัญญาความสมัครใจ คุณเลือกซื้อเองตามความต้องการ
- ค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับแผนที่เลือก อายุ และเพศ (ตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสนบาทต่อปี)
- ความรู้สึก เหมือนการช้อปปิ้งสินค้าบริการ เพื่อซื้อความสะดวกสบาย
สถานที่รักษาและขั้นตอน
จุดสำคัญที่จะทำให้คุณตัดสินใจได้ง่ายที่สุดค่ะ
ประกันสังคม
- สถานที่ ต้องรักษาที่ โรงพยาบาลตามสิทธิ์ ที่เลือกไว้เท่านั้น (หรือเครือข่าย) หากข้ามเขตหรือเข้าโรงพยาบาลอื่น ต้องสำรองจ่ายเอง (ยกเว้นกรณีฉุกเฉินวิกฤต UCEP)
- ขั้นตอน ต้องไปตามเวลาราชการ หรือคลินิกนอกเวลาที่กำหนด ต้องรอคิวตรวจ นั่งรอรับยา ซึ่งอาจใช้เวลาครึ่งวันถึงหนึ่งวันเต็ม
ประกันเอกชน
- สถานที่ เข้าโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ หรือโรงพยาบาลคู่สัญญาได้ทั่วประเทศ ใกล้ที่ไหนเข้าที่นั่น
- ขั้นตอน นัดหมายแพทย์ล่วงหน้าได้ หรือ Walk-in แล้วได้ตรวจทันที มีบริการที่รวดเร็ว รอรับยาไม่นาน เหมาะกับคนที่มีเวลาน้อย

ความครอบคลุมการรักษา
ประกันสังคม รักษาหาย แต่ทางเลือกน้อย
- วงเงิน ไม่จำกัดวงเงิน รักษาจนกว่าจะหายตามมาตรฐานทางการแพทย์
- ยา ใช้ยาตามบัญชีหลักแห่งชาติ หากต้องการยานอกบัญชีหรือยาพุ่งเป้า ราคาแพงบางตัว อาจต้องจ่ายเพิ่มเอง
- ห้องพัก สิทธิ์พื้นฐานคือห้องรวม หรือห้องสามัญ
ประกันเอกชน ทางเลือกเยอะ แต่วงเงินจำกัด
- วงเงิน จำกัดตามแผนที่ซื้อ (เช่น เหมาจ่าย 5 ล้านบาท) หากค่ารักษาเกินวงเงิน ต้องจ่ายส่วนต่างเอง
- ยา ครอบคลุมยาใหม่ ๆ นวัตกรรม หรือการรักษาทางเลือกที่ทันสมัยกว่า (ตราบเท่าที่ไม่เกินวงเงิน)
- ห้องพัก เลือกนอนห้องเดี่ยวมาตรฐาน หรือห้อง VIP ได้ตามแผนที่ซื้อไว้
เปรียบเทียบให้เห็นภาพรวม
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ประกันสังคม (SSO) | ประกันสุขภาพเอกชน (Private) |
| เบี้ยประกัน | ถูก (สูงสุด 9,000 บาท/ปี) | สูง (ตามอายุและแผน) |
| สิทธิ์เลือกโรงพยาบาล | เฉพาะ รพ. ตามสิทธิ์ | อิสระ (รพ.คู่สัญญาเอกชน) |
| ความรวดเร็ว | รอคิวนาน | รวดเร็ว ทันใจ |
| ความสะดวกสบาย | ห้องรวม / บริการพื้นฐาน | ห้องเดี่ยว / บริการระดับพรีเมียม |
| ยารักษาโรค | บัญชียาหลักแห่งชาติ | ยานอกบัญชี / ยานวัตกรรม |
| การลดหย่อนภาษี | ตามจริง (สูงสุด 9,000) | ตามจริง (สูงสุด 25,000) |

แล้วแบบไหนเหมาะกับคุณ?
ลองเช็กสถานะตัวเองดูนะคะ ว่าคุณอยู่ในกลุ่มไหน
- กลุ่มประหยัด เน้นพอเพียง
หากคุณมีโรงพยาบาลประกันสังคมใกล้บ้านที่คุณภาพดี และคุณรอคิวได้ ไม่ซีเรียสเรื่องห้องพักรวม ประกันสังคมเพียงพอแล้วค่ะ (อาจซื้อแค่ประกันอุบัติเหตุ PA เพิ่มก็พอ)
- กลุ่มเวลาน้อย เน้นคล่องตัว
หากคุณงานยุ่ง ป่วยแล้วต้องรีบหาย หรือเดินทางบ่อยกลัวเจ็บป่วยต่างถิ่น ควรซื้อประกันเอกชนเพิ่ม เพื่อความสะดวกรวดเร็ว
- กลุ่มห่วงโรคร้าย กลัวภาระ
ข้อนี้สำคัญ ประกันสังคมรักษาโรคร้ายให้ฟรีก็จริง แต่ไม่ได้จ่ายเงินก้อน ให้คุณไปใช้หนี้หรือดูแลครอบครัวตอนคุณทำงานไม่ได้
แนะนำให้ซื้อ ประกันโรคร้ายแรง (เจอ จ่าย จบ) เพิ่มจากประกันสังคมค่ะ เบี้ยถูกแต่ได้เงินก้อนหลักล้านมาอุ่นใจ
เราไม่จำเป็นต้องเลือกข้างค่ะ วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้ Hybrid ใช้ ประกันสังคม เป็นฐาน สำหรับโรคทั่วไปที่ไม่รีบด่วน หรือโรคเรื้อรังที่ต้องรักษายาวนาน (เพื่อประหยัดวงเงิน) และใช้ ประกันเอกชน เป็นส่วนเสริม สำหรับอุบัติเหตุ โรคเฉียบพลันที่ต้องการความเร็ว หรือการนอนโรงพยาบาลที่ต้องการห้องส่วนตัว
แหล่งอ้างอิง
- สิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคม
- สมาคมประกันชีวิตไทย


